ยาทำแท้ง ใกล้แจ้งเกิดแล้ว

           

          ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย สธ. กล่าถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2553-2557 ในหัวข้อที่ 3 ว่า ได้ให้ความสำคัญกับวัยรุ่น โดยโรงพยาบาลทุกระดับจัดบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์สำหรับวัยรุ่นอย่างมีคุณภาพ ผ่านคลินิกที่เป็นมิตรที่จะเปิดเร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการคำแนะนำ ปรึกษา พร้อมวิธีการแก้ไขปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ อาทิ

          การทำแท้งอย่างถูกกฎหมายในประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหัตถการหนึ่งในทางการแพทย์ที่ปลอดภัยมาก อาทิในสหรัฐอเมริกา ความเสี่ยงของการเสียชีวิตของมารดาจากการทำแท้งระหว่างปี พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2548 เท่ากับ 0.6 ครั้งในการทำแท้ง 100,000 ครั้ง ซึ่งปลอดภัยกว่าการคลอดบุตรถึง 14 เท่า เพราะการคลอดบุตรทำให้มารดาเสียชีวิต 8.8 ครั้งต่อการคลอดบุตรมีชีวิต 100,000 ครั้ง

          การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุการตายของมารดา 68,000 คน และการบาดเจ็บของสตรี 5 ล้านคนจากทั่วโลกทุกๆ ปี ในแต่ละปีมีการทำแท้งเกิดขึ้น 42 ล้านครั้งทั่วโลก โดยในจำนวนนี้มีถึง 20 ล้านครั้งที่ทำโดยไม่ปลอดภัย และ 97% นั้นเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 49 ของประชากรหญิงทั่วโลกที่เข้าถึงการทำแท้งเพื่อการรักษาและการทำแท้งโดยสมัครใจในอายุครรภ์ที่เหมาะสม

          องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จึงกระตุ้นให้สาธารณชนตระหนักถึงการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย การฝึกการทำแท้งที่ถูกกฏหมายแก่บุคลากรทางการแพทย์ และการเพิ่มการเข้าถึงของบริการทางอนามัยเจริญพันธุ์ อุบัติการณ์ของการทำแท้งทั่วโลกลดลงจาก 45.6 ล้านรายในปี พ.ศ. 2538 เป็น 41.6 ล้านรายในปี พ.ศ. 2546 อันเป็นผลจากการเข้าถึงสุขศึกษาการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดที่มีมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศทั่วโลกมีมิติทางกฎหมาย ศาสนา วัฒนธรรม และค่านิยมต่อการทำแท้งแตกต่างกันไป การทำแท้งเป็นประเด็นทางการเมืองในหลายประเทศ ทั้งในสายสนับสนุนที่เห็นว่าการทำแท้งเป็นสิทธิของสตรีที่ตั้งครรภ์ และสายต่อต้านที่เห็นว่าทารกที่กำเนิดขึ้นมาในครรภ์มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน

          บางครั้ง สตรีที่หาหนทางยุติการตั้งครรภ์ของตนก็หันมาใช้วิธีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ในกรณีที่ไม่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย บางรายก็พยายามทำแท้งด้วยตนเอง บางรายกก็ให้ผู้อื่นที่ไม่มีทักษะ หรือไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างถูกต้องหรือไม่ถูกสุขอนามัยเป็นผู้กระทำให้ ปัจจัยต่างๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาทิ การแท้งไม่ครบ ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ การตกเลือด และการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายใน

          การขึ้นทะเบียนยายุติการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขึ้นทะเบียนในเร็วๆ นี้ เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่ามีความจำเป็น โดยขณะนี้อยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัยระบบการให้ประชาชนเข้าถึงยาตัวดังกล่าว ซึ่งมี รพ.เข้าร่วมโครงการนำร่องใช้ยาไมโซพรอสตอล(cytotec)และมิฟิพลิสโตน(Ru-486) ซึ่งเป็นยายุติการตั้งครรภ์ภายในปีนี้ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.รามาธิบดี ศิริราชพยาบาล และ รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 6 จ.ขอนแก่น (รพ.แม่และเด็ก)

“อยากให้มองว่าการใช้ยายุติการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ไม่ใช่วิธีการเปิดให้มีการทำแท้งเสรี แต่หากเป็นข้อเสนอทางเลือกขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำวิธีการที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยข้อกำหนดการใช้ต้องเป็นไปตามกฎหมายยุติการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมในแบบหัตถการ หรือการขูดและดูดมดลูกเหมือนเดิม เพียงแต่การใช้ยาจะทำให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่า” ผอ.สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กล่าว

          จากการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพของตัวยาพบว่า หากตั้งครรภ์ในระยะไม่เกิน 9 สัปดาห์ การใช้ยายุติการตั้งครรภ์ที่ยังไม่มีความพร้อมจะได้ผลสูงสุดคือ 95-97% หากเปรียบเทียบกับการกินยาคุมฉุกเฉินแล้วจะให้ผลที่ดีกว่าในแง่เวลาและประสิทธิภาพ เพราะยาคุมฉุกเฉินจะใช้ได้แค่ใน 3-5 วัน หลังจากมีเพศสัมพันธ์ และมีประสิทธิภาพเพียง 60-75% ตามระยะเวลาที่กินว่าเร็วหรือช้า ขณะที่การยุติการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมในลักษณะหัตถการจะทำให้ผู้หญิงตกเลือด เสี่ยงมดลูกทะลุ ซึ่งมีสถิติพบว่ากลุ่มผู้หญิงเสียชีวิตเพราะทำแท้งเนื่องจากท้องไม่พร้อมกว่า 300 รายต่อประชากร 1 แสนคน ขณะที่มีผู้หญิงที่เสียชีวิตเพราะการคลอดปกติมีเพียง 20 รายต่อประชากร 1 แสนคน อย่างไรก็ตาม หากการนำร่องใช้ยายุติการตั้งครรภ์ไม่พร้อมใน 4 รพ.ประสบผลสำเร็จ พร้อมๆ กับการศึกษาวิจัยในการใช้ยาดังกล่าวอย่างเหมาะสม ก็จะกระจายยาสู่สถานพยาบาลทั่วประเทศในปี 2556

          ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำแท้งกับปัญหาสุขภาพจิต แม้สตรีมักจะรู้สึกโล่งใจหลังการทำแท้ง แต่ก็มีหลายปัจจัยที่น่าจะเพิ่มขึ้นที่เกิดความรู้สึกเชิงลบหลังการแท้ง อาทิ ความผูกพันทางอารมณ์กับการตั้งครรภ์ การขาดแรงสนับสนุนจากสังคม หรือผลกระทบจากปัญหาทางจิตเวชที่มีอยู่เดิม

          อย่างไรก็ตาม สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychology Association: APA) ได้สรุปว่าการแท้งครั้งเดียวไม่มีผลต่อสุขภาพจิตของสตรี และการแท้งใน 3 เดือนแรกก็ไม่ได้มีความน่าจะเป็นที่จะทำให้สตรีมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าการตั้งครรภ์ต่อไปจนครบกำหนดคลอด และ การทำแท้งจากหลัง 3 เดือนแรกจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตแต่อย่างใด

Please follow and like us:
error

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.